วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2556

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
            

          
วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ชิ้นส่วนของพืช เช่น ตายอดหรือตาข้างของพืชจากต้นพืชพันธุ์ดีที่คัดเลือกไว้ มีขั้นตอนในการเพาะเลี้ยงดังนี้
               1. นำชิ้นส่วนพืชที่ต้องการมาล้างน้ำให้สะอาด 
               2. ตกแต่งชิ้นส่วนพืช ตัดส่วนที่ไม่ต้องการออก 
               3. นำชิ้นส่วนพืชจุ่มในแอลกอฮอล์ 95 % เพื่อลดแรงตึงผิวบริเวณนอกชิ้นส่วนพืช 
               4. นำชิ้นส่วนพืชมาเขย่าในสารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เตรียมไว้นาน 10 – 15 นาที 
               5. ใช้ปากคีบคีบชิ้นส่วนพืช ล้างในน้ำกลั่นที่นึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง 
               6. ตัดชิ้นส่วนพืชตามขนาดที่ต้องการแล้ววางบนอาหารสังเคราะห์ 
        
  หลังจากนั้นจึงเขียนรายละเอียด เช่น ชนิดพืช วันเดือนปี รหัส แล้วนำไปพักในห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อต่อไป

อาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
            
           อาหารสำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ   สิ่งที่สำคัญมากในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออาหารที่เหมาะสม ซึ่งต้องประกอบด้วยสารอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
               1. สารอนินทรีย์ ได้แก่ ธาตุอาหารหลักที่พืชจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมาก เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม กำมะถัน แคลเซียม แมกนีเซียม และธาตุอาหารรอง เช่น แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โมลิบดีนัม โบรอน ไอโอดีน โคบอล คลอรีน เป็นต้น
               2. สารประกอบอินทรีย์ เช่น น้ำตาล วิตามิน อมิโนแอซิค ออกซิน ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลินแอสคอบิคแอซิด เป็นต้น
               3. สารที่ได้จากธรรมชาติ เช่น กล้วยบด น้ำมะพร้าว น้ำส้มคั้น น้ำมะเขือเทศ 
               4.สารไม่ออกฤทธิ์ เช่น วุ้น ช่วยให้พืชตั้งอยู่ได้ ผงถ่านช่วยดูดซับสารพิษที่พืชสร้างออกมาเป็นต้น
          วิธีการเตรียมอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช จะนำสารละลายเข้มข้นชนิดต่าง ๆ มาผสมกันตามสัดส่วนที่ต้องการ  กวนให้เข้ากันจนหมดครบทุกชนิด เติมน้ำตาลแล้วเติมน้ำกลั่นให้ได้ปริมาตรที่ต้องการ ปรับ pH 5.6 – 5.7 จากนั้นนำวุ้นผสมกับอาหารที่เตรียมไว้ หลอมวุ้นให้ละลายแล้วบรรจุในภาชนะเช่นขวดหรือถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิท นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันไอน้ำที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ความดัน 15 ปอนด์ / ตารางนิ้ว เป็นเวลา 15 – 20 นาที จึงนำไปใช้ได้


ห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อ
          ห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อวางชิ้นส่วนพืชลงบนอาหารในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรือห้องถ่ายเนื้อเยื่อแล้ว ก็จะนำเนื้อเยื่อนั้นไปไว้ในห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชซึ่งควบคุมทั้งแสง อุณหภูมิและความสะอาด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเลี้ยงเนื้อเยื่อจะแตกต่างกันสำหรับพืชแต่ละชนิด โดยทั่วไปมักจะปรับสภาพแวดล้อมภายในห้องให้มีอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ระยะเวลาที่ให้แสงประมาณ 12 – 16 ชั่วโมง / วัน ความเข้มของแสง 1,000 – 3,000 ลักซ์ การดูแลห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจะต้องสะอาดอยู่เสมอ หมั่นตรวจดูขวดหรือภาชนะที่เลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ถ้าพบว่ามีจุลินทรีย์ขึ้นปะปน จะต้องรีบนำออกไปต้มฆ่าเชื้อและล้างทันที ไม่ให้เป็นที่สะสมเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งอาจแพร่กระจายภายในห้องได้ เมื่อเวลาผ่านประมาณไป 1 – 2 เดือนเนื้อเยื่อจะเจริญจนมีรากและใบอ่อนมากพอ จึงจะนำไปถ่ายออกจากภาชนะ นำลงปลูกในวัสดุปลูกและดูแลในโรงเรือนอนุบาลต่อไป 


โรงเรือนอนุบาล
           โรงเรือนอนุบาล  เนื้อเยื่อของพืชที่เจริญเติบโตจนเกิดรากและใบมากพอจากห้องเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะถูกนำไปถ่ายลงปลูกในวัสดุปลูกที่โรงเรือนอนุบาล เนื้อเยื่อที่เป็นต้นอ่อนจะถูกนำออกจากภาชนะนำไปล้างอาหารออก ทำความสะอาดต้นอ่อนด้วยการล้างในน้ำสะอาด 3 ครั้ง ก่อนนำลงแช่ในน้ำยาป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย หลังจากนั้นจึงนำไปปลูกในภาชนะที่ใส่วัสดุปลูกซึ่งเป็นดินปลูก ขี้เถ้าแกลบหรือมอส แล้วรดน้ำที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อรา เสร็จแล้วจึงวางไว้ในโรงเรือนอนุบาลเพื่อดูแล รดน้ำ ใส่ปุ๋ยตามกำหนดจนต้นอ่อนเจริญเติบโตและแข็งแรงเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้เกษตรกร เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ธรรมชาติต่อไป

            


การวัดความสว่าง อุณหภูมิและความชื้น
           ในโรงเรือนอนุบาล จะต้องมีการควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด โดยต้องควบคุมทั้งอุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่างให้เหมาะสม
          อุณหภูมิ วัดได้ด้วยเทอร์มอมิเตอร์ การควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนอาจใช้การระบายอากาศร้อนด้วยพัดลมระบายอากาศ ปกติจะควบคุมให้อยู่ที่อุณหภูมิอากาศทั่วไปคือประมาณ 30 – 35 องศาเซลเซียส แสงสว่างในโรงเรือนจะต้องเพียงพอต่อความต้องการของพืชเพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งความสว่างจะวัดได้ด้วยเครื่องมือวัดความสว่างที่เรียกว่า ลักซ์มิเตอร์ วัดได้ในหน่วย ลักซ์ ความสว่างในโรงเรือนอนุบาลจะมีค่าอยู่ระหว่าง 3,000 – 5,000 ลักซ์ และใช้การควบคุมโดยใช้ม่านป้องกันแสงบริเวณหลังคาซึ่งปิดเปิดได้ตามต้องการ

          ความชื้นของอากาศในโรงเรือนอนุบาลจะวัดได้ด้วยไฮกรอมิเตอร์ ซึ่งเป็นเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกและกระเปาะแห้ง ในการวัดต้องทำดังนี้
               1. อ่านอุณหภูมิของอากาศจากเทอร์มอมิตอร์กระเปาะแห้ง 
               2. อ่านอุณหภูมิจากเทอร์มอมิตอร์กระเปาะเปียกบันทึกค่าผลต่างของอุณหภูมิระหว่าง    เทอร์มอมิเตอร์ทั้งสองอัน                 3. นำค่าอุณหภูมิของอากาศและผลต่างของอุณหภูมิไปหาค่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศขณะนั้นจากตาราง เช่น อุณหภูมิอากาศขณะนั้น อ่านได้ 34 องศาเซลเซียส เทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกอ่านค่าได้ 30 องศาเซลเซียส ผลต่างของอุณหภูมิจึงเป็น 4 องศาเซลเซียส จากตารางจะอ่านค่าความชื้นสัมพัทธ์ได้ 80 % หมายความว่า อากาศขณะนั้นถ้ารับไอน้ำได้เต็มที่ 100 ส่วน จะมีไอน้ำอยู่แล้ว 80 ส่วน ถ้าความชื้นสัมพัทธ์น้อยเกินไปแสดงว่ามีไอน้ำในอากาศน้อย โรงเรือนอนุบาลจะใช้การควบคุมความชื้นด้วยการพ่นละอองน้ำเพิ่มเติม